5 เรื่องของ โสกราตีส ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Socrates

โสกราตีสคือหนึ่งในแรงบรรดาลใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับปรัชญาตะวันตก มีชื่อเสียงมาจากสติปัญญาและมุมมองที่เขามีต่อสังคมรวมไปถึงจุดจบอันน่ากลัวของเขา แม้แต่คนที่ไม่เคยอ่านประวัติของเขาอย่างจริงจังก็ยังรู้เลยว่าเขาเป็นคนมีความรู้และเป็นบุคคลสำคัญ สำหรับในบทความนี้เราได้รวมเรื่องราวของโสกราตีสที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้มาก่อนให้ทุกท่านได้อ่านสะสมความรู้กัน

1.เขามีลูกศิษย์เป็นพวกทรราชอยู่ 1 คน

ลูกศิษย์คนนี้มีชื่อว่า “Critias” เป็นศิษย์ของโสกราตีสที่มีชื่อเสียงมากอีกคนหนึ่ง นอกจากจะเป็นนักเขียนแล้วยังเป็นนักการเมืองแถมยังไปเข้ากลุ่ม 30 ทรราชซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการ คนกลุ่มนี้เคยได้รับการแต่งตั้งจากสปาร์ต้าให้ทำหน้าที่ปกครองเอเธนส์ หลังจากที่พวกเขาปกครองไปได้แค่ 8 เดือนก็มีประชากรของเอเธนส์ถูกสังหารไปทั้งหมด 5%

2.ฉลาดแต่ขี้เหร่

นี่เป็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงของโสกราตีสที่ได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่ง รายงานตรงกันว่าลักษณะของโสกราตีสมี 2 อย่าง คือเป็นคนฉลาดและมีความรู้มาก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนหน้าตาขี้เหร่และไม่มีเสน่ห์เลยสักนิดเดียว มีบันทึกว่าเขาเป็นคนตาโป่ง , มีจมูกคว่ำหักลงมา แล้วก็มีริมฝีปากบวม ชอบเดินเท้าเปล่าและไม่เคยใส่ใจเรื่องเสื้อผ้าของตัวเองเลยแม้แต่น้อย

3.จุดจบของโสกราตีส

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันจนทุกวันนี้ว่าเขาถูกบังคับให้ดื่มยาพิษจนเสียชีวิต หรือว่าเขาเป็นฝ่ายเลือกที่จะยอมดื่มยาพิษเองกันแน่ และเมื่ออ้างอิงจากคำบอกเล่าของเพลโต โสกราตีสได้รับโอกาสให้หลบหนีในระหว่างที่เขากำลังถูกคุมขัง ถึงแม้ว่าพวกเพื่อนฝูงจะพยายามขอร้องให้เขาหนีไป แต่โสกราตีสกลับเลือกที่จะไม่หนี

เพลโตยังอธิบายเหตุผลของโสกราตีสอีกด้วยว่า ถ้าหากว่าเขาเลือกที่จะหนีไป จะทำให้เขากลายเป็นคนหน้าซื่อใจคดที่กลัวความตายและการลงโทษจากเมืองของเขา นอกจากนั้นพวกเพื่อนๆที่มาช่วบเขาแหกคุกก็จะโดนลงโทษไปด้วย และไม่ว่าเขาจะหนีไปที่ไหน เขาก็อาจสร้างศัตรูขึ้นมาอีกอยู่ดี

4.ลูกของโสกราตีส

อ้างอิงจากคำบอกเล่าของอริสโตเติล ทำให้ได้ทราบว่าลูกของโสกราตีสนั้น เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นคนมีความสามารถสูงเหมือนพ่อแต่อย่างใด อริสโตเติลยังเน้นอีกด้วยว่าพวกลูกๆของโสกราตีสนั้น “ทั้งโง่และหัวช้า” แต่หลายคนเชื่อว่าบางทีอาจเป็นแค่การแสดงเพื่อป้องกันไม่ให้พวกตัวเองถูกบังคับให้ดื่มยาพิษเหมือนกับพ่อ

5.เพื่อนแท้ของโสกราตีส

เขามีเพื่อนชื่อ “เอลซีไบเดส” ซึ่งคอยสนับสนุนเขาในทุกเรื่อง สาเหตุที่ทั้งสองคนกลายเป็นเพื่อนกันก็เพราะว่าเคยออกรบด้วยกัน นอกจากนั้นโสกราตีสยังเคยช่วยชีวิตของ “เอลซีไบเดส” ถึงสองครั้งในสมรภูมิ Potidaea และ Delium ต่อมาเมื่อโสกราตีสถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สร้างความเสื่อมของศาสนา เอลซีไบเดสเองก็ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของพวกที่อยู่ในศาลอีกด้วยว่าเป็นพวกทุจริตคอรัปชั่นกันทั้งสองคน หลังจากที่โสกราตีสเสียชีวิตได้ไม่กี่ปี เขาก็ถูกลอบสังหาร

9 ข้อเท็จจริงของนิยายชุดเมาคลีลูกหมาป่า ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

นิยายเรื่อง เมาคลีลูกหมาป่า ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1894 เป็นเรื่องราวของเด็กชายชื่อเมาคลี ซึ่งเติบโตมากับการเลี้ยงดูของหมาป่า เป็นหนึ่งในนิยายที่คนนับล้านคนตกหลุมรัก มีเนื้อเรื่องที่สามารถสร้างความประทับใจให้กับคนทุกเพศทุกวัย และเหล่าตัวละครสัตว์ป่าที่น่าสนใจกับความสนุกของเนื้อเรื่องทำให้มันกลายเป็นหนังสือที่พ่อแม่ต้องอ่านให้เด็กๆฟังก่อนนอนอยู่เป็นประจำ

นอกจากจะเป็นหนึ่งในนิยายที่โด่งดังมากที่สุดในโลกและเป็นความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคนแล้ว แต่ก็ยังมีข้อเท็จจริงของนิยายเรื่องนี้ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยทราบมาก่อนไปชมกันเลย

 

1.การ์ตูนเรื่องสุดท้ายในชีวิตของ วอลต์ อีเลียส ดิสนีย์ – ในปี ค.ศ.1967 บริษัท “WALT DISNEY” เคยเอานิยายเมาคลีมาสร้างเป็นภาพยนต์การ์ตูน สามารถทำรายได้อย่างถล่มทลาย คนเขียนบทคนแรกคือ “Bill Peet” เขาเขียนบทออกมามืดมนเกินไปหน่อย เลยเปลี่ยนมือไปให้ “Floyd Norman” เขียนบทแทน โดยคนที่เข้ามาคุมงานก็คือ “วอลต์ อีเลียส ดิสนีย์” ผู้ก่อตั้งบริษัท “WALT DISNEY” เขาต้องการให้ออกมาเป็นการ์ตูนที่เรียกเสียงหัวเราะจากคนดูซึ่งเป็นแก่นแท้ของการ์ตูนในบริษัทนี้

แต่ตัวเขาเสียชีวิตจากโลกนี้ไปอย่างกระทันหันด้วยโรคมะเร็งปอด โดยที่การ์ตูนเรื่องนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ถือว่าเป็นการ์ตูนเรื่องสุดท้ายที่ปิดฉากการทำงานของเขา หลังจากที่บริษัทหยุดทำงานไป 1 วันเต็มๆ ทุกคนก็เดินหน้าสร้างการ์ตูนเรื่องนี้กันต่อ

 

2.ผู้แต่งต้นฉบับได้รับรางวัลโนเบล – นี่เป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่รู้แน่ๆ ว่า “รัดยาร์ด คิปลิง” ซึ่งเป็นเจ้าของผลงานนิยายเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี ค.ศ.1907 แถมยังเป็นนักเขียนคนแรกของอังกฤษที่ได้รางวัลโนเบลอีกด้วย โดยเขาเคยอาศัยอยู่ในประเทศอินเดียนาน 12 ปี และใช้เรื่องราวที่ตนเคยได้ยินเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนิยายเรื่องนี้

 

3.ชีวิตของ “รัดยาร์ด คิปลิง” ขณะอยู่ในอเมริกา – เขาเป็นคนอังกฤษแต่ว่าเป็นเพื่อนกับนักเขียนชาวอเมริกันชื่อ “Wolcott Balestier” และในปี ค.ศ. 1892 เขาก็ได้แต่งงานกับน้องสาวของ “Wolcott” โดยทั้งคู่ไปสร้างบ้านอยู่ด้วยกันในรัฐเวอร์มอนต์และตั้งชื่อบ้านว่า “Naulakha” ซึ่งเขาได้แต่งนิยายเรื่องเมาคลีที่บ้านหลังนี้นั่นเอง

 

4.ที่จริงแล้วเขาแต่งนิยายเรื่องนี้ให้ลูกเขา – เขาเริ่มร่างบทในขณะที่เขาและภรรยารู้ตัวแล้วว่ากำลังจะมีลูก และลูกสาวของเขาชื่อ “Josephine Kipling” ก็เกิดในปี ค.ศ.1892 ปีเดียวกันกับที่พวกเขาแต่งงานกัน และในหนังสือฉบับพิเศษที่ถูกทำมาเพื่อลูกสาวโดยเฉพาะนั้นมีข้อความว่า “หนังสือนี้เป็นของ “Josephine Kipling” ซึ่งเขียนโดยพ่อของเธอเอง, พฤษภาคม 1894”

น่าเศร้าที่ลูกสาวของเขาเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมในวัยเพียง 6 ปีเท่านั้น ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของสองสามีภรรยา ต่อมาเขามีลูกสาวชื่อ “Elsie” และลูกชายชื่อ “John Kipling” ซึ่งไปเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียชีวิตด้วยวัย 18 ปี เท่านั้น

 

5.รัดยาร์ด ไม่เคยเข้าไปในป่าที่กล่าวถึงในนิยายเลย – เนื้อเรื่องของนิยายเมาคลีลูกหมาป่านั้นเกิดขึ้นในป่าแห่งหนึ่งของประเทศอินเดีย แต่ว่าพื้นที่ป่าในนิยายจะอยู่ในบริเวณของอุทยานแห่งชาติ “Pench” และก็อุทยานแห่งชาติ “Kanha” แน่นอน ที่อุทยานยังมีป้ายเป็นการ์ตูนเรื่องเมาคลีและระบุว่าเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ในนิยายเรื่องนี้อีกด้วย

 

7.เป็นนิยายถูกดัดแปลงเอาไปทำเป็นสื่อต่างๆเยอะมาก – ในเวอร์ชั่นภาพยนต์ถูกสร้างเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1942 ต่อมาในปี ค.ศ.1967 บริษัท “WALT DISNEY” จึงได้นำไปสร้างเป็นการ์ตูนเพลง จนเพลงประกอบการ์ตูนชื่อเพลง “The Bare Necessities” ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสก้า กลายเป็นการ์ตูนที่ทำเงินได้มากเป็นอันดับที่สองของบริษัทวอลท์ ดิสนีย์

 

8.ฉบับนิยายมีเล่มที่สองด้วย – โดยในหนังสือนิยาย “the jungle book” เล่มที่สองนี้มีเนื้อเรื่องของเมาคลีเพิ่มมาอีก 5 ตอน นิยายถูกวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1895

 

9.ความแตกต่างของเนื้อเรื่องในการ์ตูน – ในฉบับการ์ตูนของ “วอลท์ ดิสนีย์” นั้น มีเจ้างูเหลือมจอมสะกดจิตที่ชื่อว่า “Kaa” ซึ่งพยายามจะกินเมาคลีให้ได้ เป็นตัวละครวายร้ายที่ใครๆก็ไม่ชอบเลย แต่ว่าความจริงแล้วในฉบับนิยายนั้นงูตัวนี้เป็นพวกเดียวกันกับเมาคลี และเคยช่วยเมาคลีจากการโดนฝูงลิงโจมตีอีกด้วย ส่วนตัวละครลิงยักษ์ชื่อว่า “King Louie” ก็ไม่ได้มีตัวตนอยู่ในฉบับนิยายตั้งแต่แรกแล้ว

 

7 ข้อเท็จจริงของ ถั่วลันเตา ที่คุณอาจไม่เคยรู้

ถั่วลันเตา เป็นถั่วที่คนทั่วโลกนิยมเอามาทำอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นชาวยุโรปหรือชาวเอเชียต่างก็มีเมนูถั่วในแบบของตัวเอง เราสามารถรับประทานถั่วชนิดนี้ได้หมดทั้งฝักโดยไม่ต้องแกะถั่วออกมาก็ได้และยังมีคุณค่าทางสารอาหารหลายอย่าง สามารถใช้ทำกับข้าวหรือจะแกะเม็ดออกมาเคี้ยวเล่นก็ยังได้

ไม่มีใครรู้เรื่องต้นกำเนิดของถั่วชนิดนี้ เป็นไปได้ว่าอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียหรือไม่ก็ปากีสถานหรืออาจจะเป็นอัฟกานิสถาน ต่อมาจึงไปแพร่หลายไปในทวีปยุโรปและเอเชีย

ถั่วลันเตาถูกนำเข้าไปในประเทศอเมริกาหลังจากยุคของ “คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” และถูกนำเข้าสู่ประเทศจีนในศตวรรษที่ 1 ในปัจจุบันประเทศที่มีการปลูกถั่วลันเตาเยอะมากที่สุดคือ จีน , อินเดียและอเมริกา

 

คุณประโยชน์ของลันเตา

1.ช่วยป้องกันโรคหัวใจ – ถั่วลันเตามีวิตามินซี , แคลเซียม และโพแทสเซียม ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยป้องกันทุกโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ โพแทสเซียมจะช่วยลดความดันโลหิตและช่วยลดความตึงเครียดในหัวใจกับหลอดเลือด ส่วนวิตามีซีจะช่วยซ่อมแซมหลอดเลือดและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

2.เพิ่มแร่ธาตุในของมวลกระดูก – ในถั่วลันเตานั้นประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิดที่จำเป็นในการช่วยเพิ่มปริมาณแร่ธาตุในกระดูก เช่น ธาตุเหล็ก , โพแทสเซียมและแมงกานีส ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณที่ไม่เยอะมากแต่ก็ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนได้จริง

3.ช่วยให้สายตาดีขึ้น – วิตามินเอในถั่วลันเตาคือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยบำรุงสายตา มีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันไม่ให้มีสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายจอประสาทตาและช่วยป้องกันอาการความเสื่อมของจอประสาทตารวมไปถึงป้องกันโรคต้อกระจกอีกด้วย

4.โรคเบาหวาน – การที่ร่างกายได้รับเส้นใยอาหารจำนวนมากจะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แม้ว่าเส้นใยอาหารจะเป็นคาร์โบไฮเดรต แต่ก็สามารถช่วยควบคุมระดับอินซูลินและกลูโคสในร่างกายได้ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญของผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด

5.ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง – ในผักสีเขียวจะมีสารแคโรทีนช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสังเคราะห์ของสารก่อมะเร็งในร่างกาย แถมยังช่วยลดปริมาณการสร้างเซลล์มะเร็งอีกด้วย การรับประทานเป็นประจำจะทำให้มีความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งลดลง ถ้าหากเรากินมันไปทั้งฝักโดยไม่แกะเม็ดออกเราจะได้รับวิตามินซีและเอนไซม์ที่จะช่วยทำลายสารก่อมะเร็งชื่อว่า “ไนโตรซา” ถือถั่วลันเตาว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งได้เลยนะ

6.ช่วยคุมน้ำหนัก – ในถั่วลันเตามีไฟเบอร์ที่จะช่วยให้คุณอิ่มสบายท้องได้ ที่สำคัญคือมีแคลอรี่ต่ำสามารถกินเข้าไปเยอะๆได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด ไฟเบอร์ยังช่วยเรื่องระบบย่อย , เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมสารอาหาร , ลดอาการอักเสบในลำไส้ และเร่งอัตราการเผาผลาญพลังงานให้ดียิ่งขึ้น

7.ป้องกันโรคอัลไซเมอร์  , ป้องกันริ้วรอย , โรคไขข้อ , โรคหลอดลมอักเสบ – ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากการที่ในถั่วลันเตามีสารต้านการอักเสบ เพราะถ้าหากร่างกายมีอาการอักเสบมากเกินไปจะทำให้ผิวหนังมีริ้วรอยเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหัวใจ